หน้าแรก

การรับตัวผู้ต้องขังเข้าคุมขังในเรือนจำ

1.การรับตัวผู้ต้องขังเข้าคุมขังในเรือนจำ
เมื่อผู้ใดถูกส่งตัวเข้าคุมขังในเรือนจำ บุคคลนั้นจะเป็นผู้ต้องขังตามกฎหมายราชทัณฑ์์และจะได้รับการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
1.1 ตรวจค้นตัวและสิ่งของที่มีติดตัวมา
เพื่อตรวจสอบว่ามีสิ่งของใดที่ผู้ต้องขังสามารถนำเข้าเรือนจำหรือสิ่งของใดที่ไม่อนุญาตให้นำเข้าไปเก็บไว้ในเรือนจำ เพื่อที่จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ
1.1.1 สิ่งของที่อนุญาต มีดังนี้
(1)สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอนามัยเท่าที่จำเป็น เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น
(2)อาหารที่ปรุงแล้ว ตามที่ผู้บัญชาการเรือนจำอนุญาต
นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ จะอยู่ในดุลยพินิจของ ผู้บัญชาการเรือนจำสำหรับบัตรประจำตัวประชาชน
บัตรอิเลคโทรนิค (บัตรเอทีเอ็ม) ปกติเรือนจำจะจัดเก็บไว้ให้
1.1.2 สิ่งของที่ห้ามผู้ต้องขังนำเข้าหรือมีไว้ในขณะอยู่ในเรือนจำ
ก.สิ่งของต้องห้าม
(1) ยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และสารระเหย
(2) สุรา หรือของเมาอย่างอื่น
(3) อุปกรณ์สำหรับเล่นการพนัน
(4) เครื่องมืออันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการหลบหนี
(5) อาวุธ เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน
(6) ของเน่าเสีย หรือของมีพิษต่อร่างกาย
(7) น้ำมันเชื้อเพลิง
(8) สัตว์มีชีวิต
(9) เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือเครื่องมือสิ่อสารอื่น รวมทั้งสิ่งของสำหรับอุปกรณ์ดังกล่าว
(10) วัตถุ เอกสารหรือสิ่งพิมพ์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือเสื่อมเสียต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
หากมีติดตัวมา จะต้องมอบให้ญาติ หรือบุคคลภายนอกหรือจำหน่าย หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ฝากไว้กับเรือนจำหรือทำลายเสีย
(กรณีเป็นของโสโครก เน่าเสีย หรือมีพิษ) ผู้ใดนำเข้าหรือมีไว้ในเรือนจำจะมีความผิดทั้งอาญาและืทางวินัย
ข.เงินสด จะนำฝากเข้าบัญชีให้ ซึ่งเรียกว่า "บุ๊ค" โดยผู้ต้องขังสามารถเบิกไปใช้จ่ายในรูปแบบของบัตรซื้อของหรือคูปองได้วันละไม่เกินอัตราที่กรมราชทัณฑ์กำหนดหากต้องการจะเบิกไป
ใช้ในเรื่องอื่นที่เกินกว่านี้จะต้องทำคำร้องขออนุญาตโดยกรมราชทัณฑ์มีกฎหมายห้ามโดยเด็ดขาด หากตรวจพบจะถูกริบเป็นของแผ่นดิน
อีกทั้งถูกลงโทษทั้งทางอาญาและทางวินัย
1.1.3 สิ่งของอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งของที่กล่าวมาตามข้อ 1.1.1 และ 1.1.2 เช่น สิ่งของมีค่า (เช่น สร้อย แหวน นาฬิกา พระเครื่อง ฯลฯ)
หากมีติดตัวมาให้ส่งคืนญาติหรือฝากไว้กับเรือนจำ
1.2 สัมภาษณ์สอบประวัติ เจ้าหน้าที่เรือนจำจะทำการถ่ายรูป พิมพ์ลายนิ้วมือ และสอบประวัติ เพื่อประโยชน์ต่อการให้ความช่วยเหลือ
และเป้นการป้องกันมิให้มีการปล่อยตัวผิดพลาด ในการนี้ให้ผู้ต้องขังแจ้งเลขบัตรประจำตัวประชาชน (เลข 13 หลัก) แก่เจ้าหน้าที่ด้วย
เพื่อใช้ในการทำบัตรประกันสุขภาพ (บัตร 30 บาท ) แต่หากมีบัตรอยู่แล้ว ให้นำมาให้เพื่อเปลี่ยนสิทธิในการรักษา
1.3 การตรวจร่างกายโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์แต่หากไม่อาจจะทำได้ในวันรับตัวก็จะมาตรวจให้ในวันต่อไป
1.4 ในกรณีที่ผู้ต้องขังมีเด็กติดมาด้วย เรือนจำจะอนุญาตให้นำเด็กเข้ามาอยู่ในเรือนจำได้ชั่วคราว โดยเด็กนั้นต้องมีอายุไม่เกิน 3 ขวบ
หากเกินจากนั้นเรือนจำจะติดต่อญาติให้มารับตัว กรณีไม่มีญาติจะส่งตัวเด็กไปสถานสงเคราะห์
1.5 กรณีมีเด็กติดครรภ์มารดามา เมื่อคลอดแล้วก็จะดำเนินการเหมือน ข้อ 1.4
1.6 จัดส่งไปแดนแรกรับหรือสถานที่แรกรับ หลังจากขั้นตอนข้างต้นแล้ว ผู้ต้องขังจะถูกส่งไปยังแดนแรกรับ หรือสถานที่แรกรับในสถานที่ดังกล่าวนี้ จะมีการดำเนินการ ดังนี้
(1)การปฐมนิเทศซึ่งก็คือการอบรมเกี่ยวกับกฎ ระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่จะต้องปฏิบัติตัวในระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ
ตลอดจนสิทธิและประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับนอกจากนี้อาจมี การฝึกระเบียบแถว เพื่อการมีระเบียบวินัย
(2)การจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง ซึ่งจะมีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาหรือเจ้าหน้าที่จำแนกลักษณะผู้ต้องขัง
มาทำการสัมภาษณ์ สอบประวัติผู้ต้องขังอีกครั้งอย่างละเอียด แล้วนำข้อมูลเสนอต่อคณะกรรมการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง และอาจมีการนำตัวผู้ต้องขังเข้าพบคณะกรรมการในวันประชุมด้วย เพื่อวางแผนการปฏิบัติอย่างเหมาะสมแก่ผู้ต้องขังแต่ละคน เช่น การให้ฝึกวิชาชีพตามความถนัดและความสนใจ การรักษาพยาบาล(กรณีเจ็บป่วย) การศึกษาต่อในเรือนจำ การให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือ เป็นต้น
ดังนั้นข้อมูลที่ให้กับผู้สอบประวัติหากเป็นข้อมูลเท็จผู้ต้องขังนั้นจะเสียประโยชน์ เช่น การเยี่ยมญาติใกล้ชิด การรักษาพยาบาล การพักการลงโทษ การลดวันต้องโทษจำคุก

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น