https://cl.accesstrade.in.th/000bmc000u3i

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ชีวิตผู้คุม

ในยุคปัจจุบันนี้ โซเชียลเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ การโพสต์หรือความต้องการที่จะสร้างความรับรู้ในกลุ่มคนจำนวนมาก ทำได้ง่ายและรวดเร็ว จนบางครั้งก็ไม่มีการตรวจสอบที่ดี หรือนำข้อเท็จจริงทั้งหมด มานำเสนอ

ราชทัณฑ์เอง ก็ตกเป็นเป้าหมาย จากผู้ไม่หวังดี อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมักพบเห็น จากการถูกโจมตี จากกลุ่มบุคคลผู้ประสงค์ร้าย หรือแม้แต่ผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไป ที่มักจะต้องการเรียกร้องสิทธิต่างๆนา ที่เกินกว่าควรจะเป็น ใช้โซเชียลเป็นเครื่องมือ พยายามปลุกปั่น ยุยง ให้ร้าย สร้างกระแส กล่าวโจมตี ในสิ่งที่เกินจริงหรือไม่เคยเกิดขึ้น  เพื่อมุ่งหวังผลบางอย่างของตน จนบางทีลืมคิดไปหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด กระทำผิด ละเมิดสิทธิผู้อื่นอย่างไร สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อคู่กรณีรุนแรงขนาดไหน จึงต้องเข้ามารับโทษทัณฑ์ภายในเรือนจำ

และที่น่าแปลกใจไปกว่านั้น คือการทำหน้าที่ของ สื่อ บางประเภท ที่มักจะต้องการนำเสนอในข้อมูลที่ผิดๆเช่นนี้ ขาดการตรวจสอบ กลั่นกรองในข้อเท็จจริง เพื่อหวังเพียงกระแสยอดไลค์ ยอดแชร์ หรือผลประโยชน์อื่นๆ ซึ่งนั่นเอง ทำให้สร้างความเสียหายรุนแรงกระทบต่อหน่วยงานที่ถูกกล่าวหา รวมทั้งบั่นทอนกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก และยากที่จะแก้ไข หรือสร้างความชอบธรรมให้แก่หน่วยงานที่ถูกกล่าวหากลับมาได้ กลายเป็นสิ่งชวนเชื่อ ที่ทำให้ผู้คนสงสัย หรือตะขิดตะขวงอยู่ภายในใจ เกิดภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสีย ทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

การสร้างความรับรู้แก่ผู้คน ประชาชน โดยใช้โซเชียลเชิงรุก เผยแพร่ สร้างความเข้าใจ ในสิ่งที่ถูกต้อง ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็น เพื่อปกป้ององค์กร เพื่อต่อกรกับผู้ไม่หวังดีเหล่านั้น และนับเป็นการบำรุงขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่อย่างหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้ผู้ปฏิบัติงานได้ทำหน้าที่อย่างภาคภูมิ การทำดี ทำตามหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพ ที่ไม่ได้หวังคำชื่นชม หากแต่ขอให้ผู้คนได้มองเห็นคุณค่าถึงหน้าที่สำคัญนี้ก็พอ

“พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้หากไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย” ท่านทราบมั้ยครับว่า อาชีพผู้คุม ได้ปิดทองหลังพระมาเป็นระยะเวลานานแล้ว และเชื่อมั้ยว่า ยังมีคนอีกจำนวนมาก ที่ไม่เคยรู้เลย ว่าหลังพระนั้น ... ผู้คุมเรา ทำอะไรอยู่

หากอยากรู้ความจริง ถ้าหากว่าเป็นไปได้และมีโอกาส ก็อยากจะเสนอ ให้ลองมาปฏิบัติหน้าที่ภายในเรือนจำ ทดลองเป็นเจ้าหน้าที่ภายในแดน ที่มีผู้ต้องขังอยู่เป็นจำนวนมาก มาคลุกคลี และลองมาสัมผัสอย่างใกล้ชิด ระยะสั้นๆ สัก1เดือนดู เรียนรู้การทำหน้าที่ในแต่ละวัน จะทราบเลยว่า หลักการควบคุมผู้กระทำผิด กับ แนวคิดสิทธิมนุษยชนสำหรับเรือนจำ บางประการ แทบจะสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
ขอบคุณ......Cr.
I am born to be a penologist.
DOC135
เลือดราชทัณฑ์มันเข้มข้น

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563

การฝากขัง

ว่าด้วยเรื่อง “การฝากขัง”

เมื่อผู้กระทำผิดถูกจับ ตามหลักกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมผู้ต้องหาไว้เพียง 48 ชั่วโมงนับตั้งแต่มาถึงสถานีตำรวจ หากไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หรือหากมีความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่า 3 วัน เพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้น
ซึ่งพนักงานสอบสวนหรืออัยการเป็นผู้มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลได้ หากมีเหตุจำเป็นที่สมควรขังผู้ต้องหาต่อไปอีก โดยมีเงื่อนไขดังนี้
การกำหนดระยะเวลาคุมขัง
1. ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกิน 7 วัน
2. ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่ถึง 10 ปี หรือปรับเกินกว่า 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน 12 วัน และรวมกัน ทั้งหมดต้องไม่เกิน 48 วัน
3. ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน 12 วัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 84 วัน
ในการขออนุญาตฝากขังครั้งที่ 1 พนักงานสอบสวน/อัยการ ต้องนำผู้ต้องหา/จำเลย มาศาลเพื่อขออนุญาต และหากมีการฝากขังครั้งที่ 2 เป็นต้นไป ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาวางแนวทางการขออนุญาตฝากขัง โดยใช้ระบบขอฝากขังผ่านระบบ Video Conference โดยผู้ต้องหา/จำเลยไม่ต้องไปศาล

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจสำนักงานกิจการยุติธรรมและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563

คน 2 คม

#2คน2คม... 

ชอบบทความนี้ ขออนุญาตเจ้าของด้วยนะครับ

มึงดูไว้นะ.. อันเนี้ย มันของมีคม

         “อันเนี้ย..มันคม มึงอย่าเอามาเล่น หรือเอามาใช้กับคนใกล้ตัว.. โดยเฉพาะคนที่เขาดีกับมึง

เหลี่ยม,คม มึงมีมึงก็เก็บเอาไว้ อย่าเอามาใช้กับ พวก พี่ น้อง และคนที่ดีกับมึง 

ไม่ใช่พอถือคมหน่อย มีเงินทอง อำนาจ ยศศักดิ์ และจะเหยียบหัว จะข้ามใคร จะขายใครก็ได้ จะทำอะไร ก็นึกถึงตอนมึงลงไว้บ้าง เพราะวันที่มึงไม่มีอำนาจเงินทอง คนที่เคียงข้างมึง คือ พวก พี่ น้อง และมิตรแท้ของมึงที่จริงใจ

อย่าไปข้ามเขา อย่าไปขายเขา มึงขายเพื่อน มึงค้าขายอย่างอื่นดีกว่า..”

และถ้ามึงจะว่าพวก มึงต้องว่าเขาต่อหน้า เขาไม่ผิด เขาจะได้แก้ตัวได้ 
แต่อย่าเอาเขาไปว่าลับหลัง ในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ สิ่งที่เขาไม่ใช่คนผิด เพราะเขาจะไม่มีโอกาสได้พูดแก้ตัว แบบนั้นมึงอย่าไปทำ เพราะสิ่งที่มึงกระทำ มันจะทำให้มึงเสียมิตรแท้ไปคนนึง..

🔪“ค้าขาย มึงยังได้กำไร.. แต่ขายเพื่อน ขายพวก กูมองยังไงก็ขาดทุน”

อยู่ให้เขารัก วางตัวให้เขาเคารพ 

จำไว้นะ..อย่าเลวกับคนที่เขาดีกับมึง!

อ่านแล้วถึงใจเลยเอามาให้อ่านต่อ

CR. - KENZEN (P'Ken NRK)

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เรือนจำน่าเที่ยว

เรือนจำน่าเที่ยวอีก 1 แห่ง ทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรม เขาพริก จ.นครราชสีมา ใครผ่านไปแถวนั้นไปแวะเที่ยวกันได้ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
ทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก อำเภอสีคิ้ว จังนครราชสีมา
แวะไปกินก๋วยเตี๋ยว🍜ที่นี้ ได้ให้อาหารปลาด้วยคือดี😍 บรรยากาศดีเลยคะ😍 ชิวดี👍ชอบๆ
ใครผ่านคลองไผ่ แวะไปทานและแวะไปถ่ายรูป📷สวยๆวิวดีๆ👍ที่นี้ 👉ตามเส้นทาง ทางเพจเลยจ้า เพจ Inspire by Princess @เขาพริก
ได้ไปเที่ยวชิวๆ🤗 @คลองไผ่ โคราช😍 มีความชอบ👍ชิวดี
ได้ไปชิวก็ลงรูปสวยๆกับเค้าบ้าง😁😍📷
@ที่กินก๋วยเตี๋ยว🍜บรรยากาศดี

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบพ.ร.ฎ.อภัยโทษ วโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบพ.ร.ฎ.อภัยโทษ วโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมเป็นประธาน มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2563 เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 ตามที่เสนอโดยกระทรวงยุติธรรม และให้มีผลหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับ

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ข้อคิด...เตือนใจ!

ลูกถูกจับเรื่องยา....

ที่แรกที่พ่อแม่พี่น้องพากันแห่มาคือ
สถานีตำรวจ

หลบร้อนใต้ต้นไม้บ้าง
โทรหาคนนั้นคนนี้วุ่นวายไปหมด

เงินไม่มี
ขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วย
กำนันช่วย

วิ่งซื้อน้ำซื้อข้าวให้ลูกวุ่นทั้งวัน

ประกันไม่ทัน
ขับรถตามรถเรือนจำ
ไปส่งลูกถึงเรือนจำ

ทำได้แค่ นั่งมองท้ายรถ
ขับลับตาไปในเรือนจำ

น้ำตาตกข้างในหัวใจ
ลูกกูจะอยู่ยังไง กินยังไง

ติดเสาร์อาทิตย์ประกันไม่ได้
ใจทั้งใจ...สลายลง

วันส่งฟ้อง
ต้องร้อนใจ จะหาเงินที่ไหนไปประกัน
มีที่จำนองที่ มีควายขายควาย
มีอะไรแลกเป็นเงินประกันตัวลูกได้
เอาหมดทุกทาง

นั่งลุ้น นั่งรอ ทนายความ
ทำเรื่องประกัน หวั่นใจ

สุดท้าย ประกันไม่ได้
บ้านก็อยู่ไกล ขับรถกลับไปทั้งน้ำตา

หากิน ทำงาน ไม่เป็นท่า
อยากไปหาแก้วตาดวงใจ

พ่อขาเจ็บ แม่เป็นโรคไต
เมียอุ้มลูกน้อยมาต่อคิวเยี่ยม

เมียไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ไม่ใช่นามสกุลเดียวกันเยี่ยมไม่ได้

อุ้มลูกน้อยอย่างหมดหวังหมดกำลังใจ
ไปนั่งรอโรงอาหารเรือนจำ

กินก๋วยเตี๋ยวคลุกน้ำตา
หวังว่าสามีจะปลอดภัย
และได้...อิสระภาพ กลับมาพร้อมหน้า

ศาลตัดสินจำคุกสิบปี
พี่น้องครอบครัวทรุดลงคาศาล

พ่อก็แก่แม่ก็ป่วย
ลูกยังเล็ก ชีวิตต่อไปจะทำยังไง

รับชะตากรรม รับคำตัดสิน
ไปชดใช้ความผิด ในเรือนจำ

ค่าฟอกไตแม่ จ่ายไปเป็นค่าทนาย
ควายที่ไถนา หาเป็นค่าอะไรต่อมิอะไร

สุดท้ายที่นาก็ไม่เหลือ
ควายก็ไม่อยู่ พ่อกับแม่ก็ล้มตาย
เมียมีผัวใหม่ ลูกถูกพ่อเลี้ยงรังแกข่มขืน

งานศพพ่อ งานศพแม่
ไม่มีโอกาสแม้แต่ออกมาส่งท่านครั้งสุดท้าย

เจ็บปวดแทบขาดใจ
วันที่จดหมายจากญาติส่งไป

พ่อตายแล้วแม่ไม่อยู่
ลูกเมียมีผัวใหม่

กลับตัวกลับใจตั้งแต่วันนี้
หลายคนผ่านมาแล้ว ยาเสพติด
ทำชีวิตพังมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

#ติดคุกคนเดียวเดือดร้อนทั้งครอบครัว
#เลิกซะ ก่อนที่จะสายเกินไป

ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์กับสังคม...แชร์เลย

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

กฎหมายน่ารู้

ตอน "โทษจำคุก 1 ปี ไม่เท่ากับจำคุก 12 เดือน"
📰 หลายคนคงเคยอ่านข่าวแล้วเคยเจอพาดหัวหรือการรายงานเนื้อหาว่า ตัดสินจำคุก 10 ปี 12 เดือน หรือ 26 ปี 12 เดือน และคงจะเกิดความสงสัยว่าทำไมถึงไม่นับ 12 เดือนนั้นเป็น 1 ปี
📅 การนับเป็นเดือนกับเป็นปี หากนับตามปีปฏิทินตามที่เรียนมาว่า 12 เดือน เท่ากับ 1 ปี จะมีผลต่อการคำนวณระยะเวลาในการใช้ชีวิตหลังกำแพงเรือนจำ แต่หากนับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 ระยะเวลา 1 เดือน เท่ากับ 30 วัน ดังนั้นตามกฎหมาย 12 เดือน คือ 360 วัน หากนำ 12 เดือนไปนับเป็น 1 ปีปฏิทิน จะกลายเป็น 365-366 วัน ทำให้จำนวนวันที่ต้องโทษเพิ่มมา อีก 5-6 วัน ซึ่งไม่ยุติธรรมและไม่เป็นคุณต่อตัวจำเลย



การรับตัวผู้ต้องขังเข้าคุมขังในเรือนจำ

1.การรับตัวผู้ต้องขังเข้าคุมขังในเรือนจำ
เมื่อผู้ใดถูกส่งตัวเข้าคุมขังในเรือนจำ บุคคลนั้นจะเป็นผู้ต้องขังตามกฎหมายราชทัณฑ์์และจะได้รับการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
1.1 ตรวจค้นตัวและสิ่งของที่มีติดตัวมา
เพื่อตรวจสอบว่ามีสิ่งของใดที่ผู้ต้องขังสามารถนำเข้าเรือนจำหรือสิ่งของใดที่ไม่อนุญาตให้นำเข้าไปเก็บไว้ในเรือนจำ เพื่อที่จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ
1.1.1 สิ่งของที่อนุญาต มีดังนี้
(1)สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอนามัยเท่าที่จำเป็น เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น
(2)อาหารที่ปรุงแล้ว ตามที่ผู้บัญชาการเรือนจำอนุญาต
นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ จะอยู่ในดุลยพินิจของ ผู้บัญชาการเรือนจำสำหรับบัตรประจำตัวประชาชน
บัตรอิเลคโทรนิค (บัตรเอทีเอ็ม) ปกติเรือนจำจะจัดเก็บไว้ให้
1.1.2 สิ่งของที่ห้ามผู้ต้องขังนำเข้าหรือมีไว้ในขณะอยู่ในเรือนจำ
ก.สิ่งของต้องห้าม
(1) ยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และสารระเหย
(2) สุรา หรือของเมาอย่างอื่น
(3) อุปกรณ์สำหรับเล่นการพนัน
(4) เครื่องมืออันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการหลบหนี
(5) อาวุธ เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน
(6) ของเน่าเสีย หรือของมีพิษต่อร่างกาย
(7) น้ำมันเชื้อเพลิง
(8) สัตว์มีชีวิต
(9) เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือเครื่องมือสิ่อสารอื่น รวมทั้งสิ่งของสำหรับอุปกรณ์ดังกล่าว
(10) วัตถุ เอกสารหรือสิ่งพิมพ์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือเสื่อมเสียต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
หากมีติดตัวมา จะต้องมอบให้ญาติ หรือบุคคลภายนอกหรือจำหน่าย หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ฝากไว้กับเรือนจำหรือทำลายเสีย
(กรณีเป็นของโสโครก เน่าเสีย หรือมีพิษ) ผู้ใดนำเข้าหรือมีไว้ในเรือนจำจะมีความผิดทั้งอาญาและืทางวินัย
ข.เงินสด จะนำฝากเข้าบัญชีให้ ซึ่งเรียกว่า "บุ๊ค" โดยผู้ต้องขังสามารถเบิกไปใช้จ่ายในรูปแบบของบัตรซื้อของหรือคูปองได้วันละไม่เกินอัตราที่กรมราชทัณฑ์กำหนดหากต้องการจะเบิกไป
ใช้ในเรื่องอื่นที่เกินกว่านี้จะต้องทำคำร้องขออนุญาตโดยกรมราชทัณฑ์มีกฎหมายห้ามโดยเด็ดขาด หากตรวจพบจะถูกริบเป็นของแผ่นดิน
อีกทั้งถูกลงโทษทั้งทางอาญาและทางวินัย
1.1.3 สิ่งของอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งของที่กล่าวมาตามข้อ 1.1.1 และ 1.1.2 เช่น สิ่งของมีค่า (เช่น สร้อย แหวน นาฬิกา พระเครื่อง ฯลฯ)
หากมีติดตัวมาให้ส่งคืนญาติหรือฝากไว้กับเรือนจำ
1.2 สัมภาษณ์สอบประวัติ เจ้าหน้าที่เรือนจำจะทำการถ่ายรูป พิมพ์ลายนิ้วมือ และสอบประวัติ เพื่อประโยชน์ต่อการให้ความช่วยเหลือ
และเป้นการป้องกันมิให้มีการปล่อยตัวผิดพลาด ในการนี้ให้ผู้ต้องขังแจ้งเลขบัตรประจำตัวประชาชน (เลข 13 หลัก) แก่เจ้าหน้าที่ด้วย
เพื่อใช้ในการทำบัตรประกันสุขภาพ (บัตร 30 บาท ) แต่หากมีบัตรอยู่แล้ว ให้นำมาให้เพื่อเปลี่ยนสิทธิในการรักษา
1.3 การตรวจร่างกายโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์แต่หากไม่อาจจะทำได้ในวันรับตัวก็จะมาตรวจให้ในวันต่อไป
1.4 ในกรณีที่ผู้ต้องขังมีเด็กติดมาด้วย เรือนจำจะอนุญาตให้นำเด็กเข้ามาอยู่ในเรือนจำได้ชั่วคราว โดยเด็กนั้นต้องมีอายุไม่เกิน 3 ขวบ
หากเกินจากนั้นเรือนจำจะติดต่อญาติให้มารับตัว กรณีไม่มีญาติจะส่งตัวเด็กไปสถานสงเคราะห์
1.5 กรณีมีเด็กติดครรภ์มารดามา เมื่อคลอดแล้วก็จะดำเนินการเหมือน ข้อ 1.4
1.6 จัดส่งไปแดนแรกรับหรือสถานที่แรกรับ หลังจากขั้นตอนข้างต้นแล้ว ผู้ต้องขังจะถูกส่งไปยังแดนแรกรับ หรือสถานที่แรกรับในสถานที่ดังกล่าวนี้ จะมีการดำเนินการ ดังนี้
(1)การปฐมนิเทศซึ่งก็คือการอบรมเกี่ยวกับกฎ ระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่จะต้องปฏิบัติตัวในระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ
ตลอดจนสิทธิและประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับนอกจากนี้อาจมี การฝึกระเบียบแถว เพื่อการมีระเบียบวินัย
(2)การจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง ซึ่งจะมีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาหรือเจ้าหน้าที่จำแนกลักษณะผู้ต้องขัง
มาทำการสัมภาษณ์ สอบประวัติผู้ต้องขังอีกครั้งอย่างละเอียด แล้วนำข้อมูลเสนอต่อคณะกรรมการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง และอาจมีการนำตัวผู้ต้องขังเข้าพบคณะกรรมการในวันประชุมด้วย เพื่อวางแผนการปฏิบัติอย่างเหมาะสมแก่ผู้ต้องขังแต่ละคน เช่น การให้ฝึกวิชาชีพตามความถนัดและความสนใจ การรักษาพยาบาล(กรณีเจ็บป่วย) การศึกษาต่อในเรือนจำ การให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือ เป็นต้น
ดังนั้นข้อมูลที่ให้กับผู้สอบประวัติหากเป็นข้อมูลเท็จผู้ต้องขังนั้นจะเสียประโยชน์ เช่น การเยี่ยมญาติใกล้ชิด การรักษาพยาบาล การพักการลงโทษ การลดวันต้องโทษจำคุก

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ผู้คุม 24 ชั่วโมง

                                                                                 

"ผู้คุม"เจ้าพนักงานผู้ควบคุมดูแลนักโทษ. ผู้คนที่ได้ยินคำนี้ก็ต้องกลัว เป็น อาชีพที่ติด"คุก" ยาวนานกว่านักโทษ!!
บางคนบอกว่า"นักโทษ" เมื่อเข้ามาใน"คุก" พวกเขายังมีวันที่จะได้ออกไปแต่"ผู้คุม" เมื่อเข้ามาแล้วพวกเขา จะออกไปได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเกษียณอายุเท่านั้น"เรือนจำ" ที่ ๆ ไม่มีใครอยากจะเข้าไปหรอก เป็นที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าใดนัก
แต่เมื่อผู้นั้นต้องกระทำความผิด ไม่จะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ก็ตามอิสระในการใช้ชีวิต ที่ต้องใช้ชีวิตตามกฎระเบียบอยู่ในพื้นที่ ภายในกำแพงสูง 4 เมตรที่ล้อมรอบไปด้วยรั้วไฟฟ้าดินแดนที่ทุกอย่างต้องเป็นกฎระเบียบ การอาบน้ำก็ยังอาบได้แค่คนละ 10    ขัน เข้าโรงนอนตั้งแต่ 4 โมงเย็น ตื่น 6 โมงเช้าทุกวันนี่ยังไม่นับรวมไปถึงความอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้จากการจราจลของนักโทษด้วยกันเองปัจจุบัน จำนวน ผู้ต้องขังเพิ่มมากขึ้น ทำให้การเป็น จึงลำบาก แต่ ทางเจ้าหน้าที่ก็พยายามหาวิธี ที่จะให้ความเป็นอยู่ ของผู้ต้องขัง ลำบากจนเกินไป จาก ที่ การอาบน้ำ ให้อาบ คนละ 10 ขัน ได้เปลี่ยน วิธีโดยการใช้ฝักบัว เข้าแถวอาบ ครั้งละ 20 คน มีล๊อกฝักบัว ประมาณ 6 ล๊อก เปิด 3 รอบ รอบละ 10 วินาที จะเป่า นกหวีด กำหนดรอบให้ ทำให้สามารถอาบน้ำ ได้จำนวนมาก  ขึ้น และเป็นระเบียบมากขึ้น ต่อไปจากการจัดการระบบอาบน้ำ ก็มา ถึงระบบการจัดการ ระบบ ล๊อกเกอร์เก็บของ ผู้ต้องขัง เอาไว้มาต่ออีกครับ

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สิทธิของผู้ต้องขัง


สิทธิของผู้ต้องขัง

1. สิทธิที่จะได้รับอาหารถูกหลักโภชนาการและเพียงพอต่อความต้องการ

กรมราชทัณฑ์รับประกันว่าผู้ต้องขังทุกคนจะได้รับอาหารวันละ 3 มื้อ ทุกวัน ฟรี !ตั้งแต่วันแรกที่เข้าคุกจนถึงวันสุดท้าย

2. สิทธิที่จะได้รับเครื่องนุ่งห่มที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ

ผู้ต้องขังส่วนใหญ่มักจะมีเสื้อผ้าของตนเองจากญาติที่นำมาให้ ส่วนผู้ต้องขังที่ไม่สามารถจัดหาเสื้อผ้า ผ้าห่มและของใช้ประจำตัว ทางเรือนจำจะรับผิดชอบจัดหาให้

3. สิทธิที่จะได้ที่อยู่อาศัยที่ถูกสุขลักษณะ

เรือนจำทุกแห่งได้พยายามจัดเรือนนอนให้ผู้ต้องขัง ได้พักอาศัยให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล
อยู่แล้ว แต่คนติดคุกมีมากเกินไป (มากกว่า 250,000 คน ! ในบางปี) ทำให้ผู้ต้องขังต้องอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด ปัจจุบัน เรือนจำเกือบทุกแห่งได้อนุญาตให้โรงเรียนต่างๆพานักเรียนเข้ามาดูสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังได้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติว่า อย่าทำผิดกฎหมายเด็ดขาด มิฉะนั้น จะต้องมาทนลำบากอยู่ในคุก

4. สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (0 บาท รักษาทุกโรค)

เรือนจำทุกแห่งมีสถานพยาบาล และเจ้าหน้าทีพยาบาลคอยให้การบำบัดรักษาโรค ให้กับผู้ต้องขังตามสมควร แต่ถ้าป่วยเกินขีดความสามารถของสถานพยาบาล ก็จะมีการพิจารณาส่งตัวออกรับการรักษาที่โรงพยาบาลภายนอก หรือ ส่งตัวมารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่กรุงเทพ

5. สิทธิที่จะได้รับการติดต่อกับญาติและทนายความ

ทนายความมีสิทธิ์ขอเข้าพบผู้ต้องขังได้ตามความจำเป็น ส่วนญาติก็สามารถมาเยี่ยมผู้ต้องขังได้ตามวันเวลาที่เรือนจำกำหนด ปัจจุบันนี้ เรือนจำหลายแห่ง ได้เพิ่มจำนวนวันที่ญาติสามารถมาเยี่ยมผู้ต้องขังได้มากขึ้น บางเรือนจำอนุญาตให้เยี่ยมได้ทุกวันทำการ ผู้ต้องขังที่พักรักษาตัวอยู่ ใน ทัณฑสถาน-โรงพยาบาลราชทัณฑ์นั้น ญาติสามารถเข้าเยี่ยมผู้ป่วยได้ถึงตัวภายในโรงพยาบาล ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถเดินออกไปเยี่ยมญาติได้ตามปกติ

6. สิทธิที่จะประกอบพิธีทางศาสนาตามความเชื่อของผู้ต้องขัง

ผู้ต้องขังที่นับถือศาสนาต่างๆ สามารถประกอบพิธีการทางศาสนาได้โดยทางเรือนจำจะมีอนุศาสนาจารย์ คอยให้คำปรึกษาแนะนำและอำนวยความสะดวก

7. สิทธิที่จะรับและส่งจดหมายติดต่อกับบุคคลภายนอก

นอกจากสิทธิที่จะรับ-ส่งจดหมายแล้ว ปัจจุบัน กรมราชทัณฑ์ได้มีนโยบายให้ผู้ต้องขังสามารถรับ-ส่ง E-mail กับญาติ และ แม้กระทั่งสามารถใช้โทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกับญาติได้ ตามระเบียบที่กรมราชทัณฑ์กำหนดไว้

8. สิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ

ผู้ต้องขังมีสิทธิที่จะอ่านหนังสือและวารสารในห้องสมุดของเรือนจำ และรับชมรายการข่าวสาร ภาพยนต์ รายการบันเทิงต่างๆจากโทรทัศน์ที่เรือนจำจัดให้

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563

วิธีออกจากคุกให้เร็วขึ้น !!


1. ยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาล

น่าจะเป็นวิธีที่เร็วที่สุดสำหรับผู้ต้องขัง ที่คดียังอยู่ใระหว่างการพิจารณาของศาล โดยเฉพาะคดีที่มีโทษจำคุกไม่มาก และเป็นคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด ศาลอาจพิจารณาให้ประกันตัวในกรณีที่มีหลักทรัพย์ ค้ำประกันเพียงพอหรือมีเหตุผลอื่นในการให้ประกัน เช่น สูงอายุ เจ็บป่วยร้ายแรง

2. พยายามเลื่อนชั้นให้เร็ว และ หลีกเลี่ยงการถูกตัดชั้น

ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว จะได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกมากหรือน้อยตาม "ชั้น"ของผู้ต้องขัง ดังนี้
  • ชั้นเยี่ยม ได้ลดโทษ เดือนละ 5 วัน
  • ชั้นดีมาก ได้ลดโทษ เดือนละ 4 วัน
  • ชั้นดี ได้ลดโทษ เดือนละ 3 วัน
เรือนจำจะแบ่งชั้นของผู้ต้องขังออกเป็นชั้นต่างๆ 6 ชั้นคือ
ชั้นเยี่ยม ชั้นดีมาก ชั้นดี ชั้นกลาง ชั้นเลว และชั้นเลวมาก

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความประพฤติการปฏิบัติตามระเบียบของเรือนจำ และความตั้งใจในการฝึกวิชาชีพหรือเรียนหนังสือ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากพ้นโทษเร็ว ก็อย่าฝ่าฝืนระเบียบเรือนจำจนถูกตัดชั้น

3. ทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษ

ผู้ต้องขังสามารถยื่นทูลเกล้าขอพระทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล และ อาจได้รับการพิจารณาเพื่อรับพระราชทานอภัยโทษ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันสำคัญต่างๆ เช่นวันเฉลิมพระชนม์พรรษา เป็นต้น

4. อาสาสมัครออกทำงานสาธารณะ

ผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดี และมีโทษจำคุกเหลือไม่มาก อาจได้รับการพิจารณาให้ออกมาทำงานสาธารณะนอกเรือนจำ เช่น การขุดลอกคูคลอง ท่อระบายน้ำ ซึ่งนอกจากจะได้รับเงินปันผลสูงถึง 80 % ของกำไรสุทธิจากรับจ้างงานสาธารณะแล้ว ผู้ต้องขังยังได้รับการลดโทษ เป็นจำนวนวันเท่ากับจำนวนวันที่ออกทำงานสาธารณะอีกด้วย

5. การขอพักการลงโทษ

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ผู้ต้องขังออกจากเรือนจำได้เร็วกว่ากำหนด โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
  • ต้องจำคุกมาไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษ
  • ถ้าเป็นคดีจำคุกตลอดชีวิต ต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี
  • ระยะเวลาของการพักโทษมีดังนี้
- ชั้นเยี่ยม ได้พักไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ
- ชั้นดีมาก ได้พักไม่เกิน 1 ใน 4 ของกำหนดโทษ
- ชั้นดี ได้พักไม่เกิน 1 ใน 5 ของกำหนดโทษ

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562

การพักการลงโทษ




 การพักการลงโทษ

 หมายถึง การปลดปล่อยไปก่อนครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลภายใต้เงื่อนไข
คุมประพฤติที่กำหนด การพักการลงโทษมิใช่สิทธิของผู้ต้องขัง แต่เป็นประโยชน์ที่
ทางราชการให้แก่นักโทษ เด็ดขาดที่มีความประพฤติดี มีความก้าวหน้าทางกาศึกษา
ทำงานเกิดผลดีแก่เรือนจำหรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ
ผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัวพักการลงโทษต้องมีคุณสมบัติดังนี้
  • เป็นนักโทษเด็ดขาด
  • ชั้นเยี่ยม  เหลือโทษจำาคุกไม่เกิน  1  ใน   3
  • ชั้นดีมาก เหลือโทษจำคุกไม่เกิน    1  ใน   4
  • ชั้นดี         เหลือโทษจำคุกไม่เกิน    1  ใน  5
เมื่ออยู่ในเกณฑ์พักการลงโทษแล้ว นักโทษเด็ดขาดจะต้องทำอย่างบ้าง
  ภายหลังจากที่เจ้าพนักงานเรือนจำได้ประกาศรายชื่อให้ทราบทั่วกันแล้วว่ามีผู้ใดบ้างอยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการพักการลง
โทษ นักโทษเด็ดขาดจะต้องปฏิบัติดังนี้
  • เตรียมให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เจ้าพนักงานเรือนจำที่เกี่ยวข้องกับตนเอง พร้อมถิ่นที่อยู่และแจ้งชื่อ ผู้ที่จะรับเป็นผู้อุปการะ
  • ทำคำร้องขอคัดสำเนาคำพิพากษาผ่านเรือนจำ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใดหรือเพื่อความสะดวกรวดเร็วแจ้งให้ญาติไปติดต่อขอคัด
    สำเนาพิพากษาจากศาลเพื่อส่งให้เรือนจำโดยตรง
  • แจ้งให้ญาติไปติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอให้รับรองความประพฤติตามเอกสาร(พ.3 หรือพ. 4 พิเศษ)แล้วนำมามอบให้เรือนจำ
  • เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำรวบรวมเอกสารครบถ้วนแล้วจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการเรือนจำ และส่งเรื่องไปยังกรมราชทัณฑ์เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป
  • เมื่อกรมราชทัณฑ์อนุมัติแล้ว จะแจ้งให้เรือนจำทราบเพื่อทำการปล่อยตัวต่อไป
การลดวันต้องโทษจำคุก
  • ผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัวลดวันต้องโทษจำคุก ต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้
    เป็นนักโทษเด็ดขาดที่จำคุกมาแล้ว ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  • สำหรับนักโทษจำคุกตลอดชีวิตต้องจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงจะได้รับวันลดโทษสะสม โดยจะลดโทษให้ตามชั้นของนักโทษ คือ
    ชั้นเยี่ยม      จะได้รับวันลดโทษเดือนละ          5    วัน
    ชั้นดีมาก      จะได้รับวันลดโทษเดือนละ         4    วัน
    ชั้นดี           จะได้รับวันลดโทษเดือนละ         3    วัน
 เรือนจำจะรวมวันลดโทษสะสมของผู้ต้องขังทุกรายไว้ให้ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการกรมราชทัณฑ์พิจารณาอนุมัติให้ปล่อยตัวเมื่อมีวัดลดโทษสะสม
เท่ากับโทษที่เหลือ    การพิจารณาจะทำทุกเดือนหากไม่ไปกระทำผิดวินัยเสียก่อน
การได้รับวันลดโทษจำคุกเมื่อออกไปทำงานสาธารณะ
 ผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัวลดโทษจำคุกเมื่อออกไปทำงานสาธารณะนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับอนุญาตให้ออกไปทำงานสาธารณะ
นอกเรือนจำ จะได้รับประโยชน์ลดวันต้องโทษจำคุกให้เท่ากับจำนวนวันที่ออกไปทำงาน คือ ออกไปทำงาน 1 วัน ก็จะได้รับวันลด 1 วัน


คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการพิจารณาออกไปทำงานสาธารณะ

  • เป็นนักโทษเด็ดขาดที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และไม่เป็นผู้กระทำผิดในคดี ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ความผิดต่อกฏหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ส่วนความผิดอื่นๆนอกจากที่กล่าวมานี้ ทำงานสาธารณะได้ทั้งนั้น
  • จะต้องเหลือโทษจำคุกตามระยะเวลาในแต่ละชั้นของผู้ต้องขัง  ดังนี้
  • ชั้นเยี่ยม       จำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า   1  ใน  5
  • ชั้นดีมาก      จำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า   1  ใน  4
  • ชั้นดี              จำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า   1  ใน  3
  • ชั้นกลาง       จำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า   1  ใน  2 
  • การที่นักโทษเด็ดขาดคนใดได้ออกไปทำงานสาธารณะหรือไม่นั้น ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการคัดเลือกของเรือนจำเสียก่อน

  • ความสำคัญของการเลื่อนชั้น

  ชั้นมีความสำคัญต่อนักโทษเด็ดขาดเป็นอย่างมากในระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำนักโทษเด็ดขาดจะต้องพยายามประพฤติ
ตนให้ดีขึ้น และไม่กระทำผิดวินัย  ในทางกลับกันหากกระทำผิดวินัยจะถูก  ลงโทษลดชั้นและถูกตัดประโยชน์ที่ตนพึงจะได้รับ ฉะนั้นจึงให้ผู้ต้องขังทุกคนต้องรักษาชั้นไว้ อย่ากระทำความผิดวินัยของเรือนจำ  



           ระหว่างการคุมประพฤติจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร

 ช่วงระหว่างการคุมประพฤติ จะมีเจ้าพนักงานคุมประพฤติหรืออาสาสมัครคุมประพฤติไปเยี่ยม ที่บ้านของผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวเพื่อให้คำปรึกษา
แนะนำ ดูแลช่วยเหลือสงเคราะห์เมื่อมีปัญหา โดยที่ผู้ถูกคุมปรพฤติจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเงื่อนไข  8  ข้อ ตามที่กำหนดไว้หากว่าประพฤติผิดเงื่อนไข  จะถูกนำตัวกลับมาคุมขังไว้ในเรือนจำตามเดิมและจะถูกลงโทษทางวินัยด้วย
 เงื่อนไข 8 ข้อ มีดังนี้

1. จะต้องพักอาศัยอยู่ตามที่อยู่ตามที่ได้แจ้งไว้กับทางเรือนจำ
2. ห้ามออกนอกเขตท้องที่ที่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต
3. ห้ามประพฤติตนเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน ดื่มสุรา ยาเสพติด และกระทำผิดอาญาขึ้นอีก
4. ประกอบอาชีพโดยสุจริต
5. ปฏิบัติตามลัทธิศาสนา
6. ห้ามพกพาอาวุธ
7. ห้ามไปเยี่ยมบ้านหรือติดต่อกับนักโทษอื่นที่ไไม่ใช่ญาติ
8. ให้ไปรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติเรือนจำ เจ้าพนักงานปกครอง หรือหัวหน้าสถานีตำรวจทุกเดือน


ถ้าผู้ได้รับการปล่อยตัว ประพฤติตนตามเงื่อนไขด้วยดีตลอด ก็จะได้รับใบบริสุทธิ์และพ้นโทษไปตามคำพิพากษาเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป


       นักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับการพักการลงโทษและลดวันต้องโทษจำคุก จะต้องนำเอกสารมาประกอบการพิจารณาสืบเสาะข้อเท็จจริงก่อนปล่อยตัว ดังนี้
1. สำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อนักโทษเด็ดขาดพักอาศัย
2. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้อุปการะที่นักโทษเด็ดขาดประสงค์จะไปพักอาศัย
3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนักโทษเด็ดขาด  หรือสำเนาเอกสารหลักฐานอื่นๆ ที่ทางราชการออกให้
4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อุปการะหรือสำเนาเอกสารหลักฐานอื่นๆที่ทางราชการออกให้
กรณีนักโทษเด็ดขาดรายใดไม่มีผู้อุปการะ และที่อยู่ที่แน่นอน เรือนจำจะดำเนินการประสานงานกับประชาสงเคราะห์จังหวัด องค์กรกุศล
ของภาครัฐและภาคเอกชน วัด และมูลนิธิ ต่างๆในท้องถิ่น ให้ความช่วยเหลือในด้านที่พักและการประกอบอาชีพ
         ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวพักการลงโทษ ลดวันต้องโทษ และจากการออกทำงานสาธารณะ เป็นการให้โอกาศใช้ชีวิตอยู่นอกเรือนจำก่อนที่ี
 จะครบตามกำหนดโทษตามคำพิพากษา ดังนั้น นักโทษเด็ดขาดจะต้องมีผู้อุปการะและมีที่อยู่แน่นอน มิฉะนั้นจะไม่ได้รับการปล่อยตัว